Feb 01

‘สนามเด็กเล่นอัจฉริยะ’ ดึงเด็กจากจอสู่โลกจริง

ทีซีดีซีร่วมกับสสส.เปิดตัว”สนามเด็กเล่นสุดครีเอทีฟ” ชู 3 นวัตกรรมต่อยอดโครงการ “แอคทีฟ เพลย์” เน้นการกระตุ้นการเรียนรู้และการพัฒนาสมรรถภาพด้านร่างกาย เริ่มนำร่องทดสอบในย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง ทั้งนี้นวัตกรรมดังกล่าว จะถูกนำไปพัฒนา และขยายผลไปยังชุมชน และโรงเรียนอื่นๆ ต่อไป นายกิตติรัตน์ ปิติพานิช รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (ทีซีดีซี)

กล่าวว่า ทีซีดีซีและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกันพัฒนา 3 ต้นแบบสนามเด็กเล่นสำหรับชุมชนในโครงการ “แอคทีฟเพลย์” ของ สสส. โดยทั้ง 3 ต้นแบบประกอบด้วย 1. โคเพลย์อิ้ง เพลย์กราวน์ การปรับปรุงสนามเด็กเล่นให้เอื้อต่อการเล่นร่วมกันของเด็กและเยาวชนในชุมชน โดยเน้นการออกแบบในลักษณะที่เด็กเห็นแล้วอยากเล่น อยากขยับตัว อยากออกแรง
2. แอคทีฟเลิร์นนิ่งเพลย์กราวน์ การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ของครูผู้สอนที่เหมาะสมในแต่ละวิชา โดยเน้นการเรียนรู้ในในรูปแบบแอคทีฟ เลิร์นนิ่ง ที่ช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างสนุก มีความกระตือรือร้น ควบคู่ไปกับการมีพัฒนาการของสมองที่โลดแล่นอย่างต่อเนื่อง อาทิ สายรัดข้อมือแก้โจทย์คณิตคิดเร็ว ที่ออกแบบให้มีช่องพลาสติกใส สำหรับใส่คำตอบหรือโจทย์คำนวณ ที่มาพร้อมกับสีสันสดใส และไม่ระคายผิว
3. เฮ้าส์โฮลด์ แฮ็ค การประยุกต์ใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน ที่ทำให้เรื่องงานบ้านกลายเป็นการเล่นที่สนุกสนาน อาทิ ถังขยะซุปเปอร์ชู้ต การฝึกกระตุ้นกล้ามเนื้อขา จากการกะน้ำหนักเท้าเพื่อเหยียบฝาถังให้เปิด พร้อมกับโยนวัตถุบนฝาให้ลงปากท่อที่ติดไว้ ไม้กวาดไดร์ฟกอล์ฟ การกระตุ้นกล้ามเนื้อแขนผ่านการกวาดลูกกอล์ฟให้ลงหลุม บนที่ตักขยะ ฯลฯ
ทั้งนี้ 3 ต้นแบบดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการออกแบบ และพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ “แอ็คทีฟเพลย์” ซึ่งเหมาะกับการเรียนรู้และการพัฒนาสมรรถภาพด้านร่างกายในเด็กวัย 6 – 14 ปี เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องปัจจัยต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ ทั้งในพื้นที่สาธารณะในชุมชน โรงเรียน และบ้าน โดยเริ่มนำร่องทดสอบในย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง ผ่านการสร้างปฎิสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ผู้ปกครอง และครูในพื้นที่กว่า 250 คนจาก 2 ชุมชน 4 โรงเรียน ควบคู่ไปกับการใช้องค์ความรู้ด้านการออกแบบบริการ ก่อนการขยายผลไปยังชุมชน และโรงเรียนอื่นๆ ต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ต้องการให้โครงการฯ ดังกล่าวเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้เด็กๆ ผู้ปกครอง และครู อาจารย์ เห็นคุณค่าของการ “เล่น” และการมีปฏิสัมพันธ์ทั้งทางกายและทางใจ แฝงข้อคิดในเรื่องการแบ่งปัน. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth